สถิติผู้เข้าชม
 ขณะนี้มีผู้เข้าใช้ 12
 ผู้เข้าชมในวันนี้ 209
 ผู้เข้าชมทั้งหมด 611,700
กรุณาฝาก Email ของท่าน
  เพื่อรับข่าวสาร ที่น่าสนใจ
 โรคสะบ้าเคลื่อน


Q : โรคสะบ้าเคลื่อนคืออะไร
A :


กระดูกสะบ้า (Patella) เป็นกระดูกรูปไข่ฝังอยู่ในเอ็นของกล้ามเนื้อขาหลัง (Patellar Ligament) ซึ่งจะไปยึดเกาะที่ส่วนบนของกระดูกหน้าแข้ง ปกติกระดูกสะบ้านี้อยู่บนร่องของกระดูกต้นขาหลัง ร่องนี้จะเว้าเพื่อรองรับและกักสะบ้าเอาไว้ โดยสะบ้าจะเคลื่อนขึ้น-ลงอยู่บนร่องเมื่อสุนัขยืดและหดขา สำหรับสุนัขที่เป็นโรคสะบ้าเคลื่อน กระดูกสะบ้าจะเคลื่อนออกไปทางด้านใน หรือด้านข้างของร่องกระดูกต้นขาหลัง โดยการเคลื่อนออกนั้นขึ้นกับความรุนแรง
                                                                                                                                                                    
Q : โรคสะบ้าเคลื่อนเกิดจากอะไร
A :

โรคสะบ้าเคลื่อนมักพบในสุนัขพันธุ์เล็ก เช่น Pomeranians, Miniature และ Toy Poodles, Yorkshire Terriers, Pekingese, Chihuahuas และ Boston Terriers มักพบการเคลื่อนเข้าด้านใน (Medial) มากกว่าเคลื่อนออกด้านข้าง (Lateral) การเคลื่อนของสะบ้า (Patella) ในสุนัขส่วนใหญ่เป็นมาแต่กำเนิดโดยการถ่ายทอดมาทางพันธุกรรมหรือเกิดขึ้นจากการกระทบกระแทก
                                                                                                                                                                     
Q : โรคสะบ้าเคลื่อนจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่และจะสังเกตได้อย่างไร
A :

















ปกติจะพบในสุนัขอายุน้อยประมาณ 3-6 เดือน ซึ่งในช่วงอายุดังกล่าวสุนัขจะมีการพัฒนาของโรคเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากในสุนัขที่มีสะบ้าเคลื่อนกล้ามเนื้อของต้นขาด้านหลังจะถูกดึงไปทางด้านในหรือด้านข้าง ทำให้เกิดแรงกดที่ผิดปกติบริเวณกระดูกอ่อนของข้อเข่า ทำให้เกิดความผิดปกติของโครงสร้างของขา เกิดลักษณะขาโก่งขึ้น จนบางครั้งสุนัขไม่สามารถใช้ขารับน้ำหนักได้ สำหรับสุนัขที่เป็นโรคสะบ้าเคลื่อนระดับที่ไม่รุนแรง อาจสังเกตไม่พบความผิดปกติจนกระทั่งสุนัขมีอายุมากขึ้น เมื่อสะบ้าเคลื่อนออกนอกร่องสุนัขอาจแสดงอาการเจ็บขาและไม่ใช้ขารับน้ำหนักขึ้นกับระดับความรุนแรงของโรค ในกรณีที่ไม่รุนแรงมากนักสะบ้าอาจเคลื่อนออกบางครั้ง ทำให้สุนัขยกขาในบางจังหวะของการเดินและจะกลับมาเดินได้ปกติเมื่อสะบ้าเข้ามาอยู่ในตำแหน่งปกติ ในกรณีที่เป็นรุนแรงสะบ้าจะเคลื่อนออกบ่อยหรือไปคาอยู่นอกร่อง ความรุนแรงของโรคสะบ้าเคลื่อนแบ่งได้เป็น 4 ระดับ คือ
ระดับที่ 1 สะบ้าเคลื่อนออกไม่บ่อย สุนัขอาจยกขาจังหวะที่สะบ้าเคลื่อนออก สุนัขมักไม่แสดงอาการเจ็บ
ระดับที่ 2 การเคลื่อนของสะบ้ามักเกิดขึ้นได้บ่อย สัตว์จะอาจแสดงอาการเจ็บขาและเดินผิดปกติ สุนัขที่มีสะบ้าเคลื่อนในระดับนี้เป็นเวลานาน อาจพบการกร่อนของผิวด้านในของสะบ้าและผิวสัมผัสของสันกระดูกที่สะบ้ามีการเสียดสี 
ระดับที่ 3 สะบ้ามักเคลื่อนหลุดตลอดเวลา ร่วมกับมีการบิดของกระดูกหน้าแข้งที่เป็นจุดยึดเกาะของเอ็นของกระดูกสะบ้า มักพบว่าสุนัขไม่สามารถเหยียดขาได้เต็มที่ อาจพบการผิดรูปร่างของกระดูกขาหลังในสุนัขที่อายุน้อยกว่า 1 ปี สุนัขจะแสดงอาการเจ็บขา 
ระดับที่ 4 เกิดการเคลื่อนของสะบ้าอย่างถาวร โดยที่ไม่สามารถดันกลับได้ มีการบิดและการเจริญผิดรูปของกระดูกขาหลัง ร่องที่รองรับสะบ้าตื้นหรือหายไป สุนัขมักเจ็บขาตลอดเวลาไม่สามารถเหยียดข้อเข่าได้ สุนัขที่มีสะบ้าเคลื่อนเกิดขึ้น บางครั้งเจ้าของอาจไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ เนื่องจากสุนัขยังคงเดินได้เป็นปกติในกรณีที่มีการเคลื่อนเกิดขึ้นในระดับน้อยๆ ร่วมกับน้ำหนักตัวของสุนัขไม่มากนัก แต่อย่างไรก็ตามเจ้าของควรจะสังเกตการเดินและอาการของสุนัขไว้ เนื่องจากปัญหาที่เกิดตามมาคือการเกิดโรคข้อเสื่อม หรือมีการฉีกขาดของเอ็นบริเวณหัวเข่า โดยเฉพาะในสุนัขที่น้ำหนักมากๆ
                                                                                                                                                                     
Q : จะทราบได้อย่างไรว่าสุนัขเป็นโรคสะบ้าเคลื่อน
A :



บางทีการสังเกตอาการสุนัขที่เป็นสะบ้าเคลื่อนอาจทำได้ยาก เนื่องจากสุนัขอาจยังสามารถเดินได้เป็นปกติและไม่แสดงอาการเจ็บ จะมีเพียงบางจังหวะที่เดินขาโก่งหรือยกขา จึงต้องพาไปให้สัตวแพทย์ทำการตรวจคลำ อาจต้องทำการถ่าย x-ray เพื่อดูปัญหาอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การตรวจดูข้อสะโพกหรือการเกิดโรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) เพื่อเป็นประโยชน์ในการรักษาต่อไป สำหรับอายุที่ควรจะพาไปตรวจ อาจเริ่มที่ 3 เดือน และทำการตรวจซ้ำที่ 6 เดือน และ 1 ปี เนื่องจากเป็นช่วงที่กระดูกมีการเจริญ ทำให้การพัฒนาของโรคเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
                                                                                                                                                                     
Q : การเลี้ยงดูมีผลหรือไม่
A :




การเลี้ยงดูอาจไม่ใช่ปัจจัยหลักของการเกิดโรค แต่ในรายที่พบว่ามีการเคลื่อนของสะบ้าเกิดขึ้น การเลี้ยงดูก็เป็นสิ่งที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ในสุนัขที่อาศัยอยู่บนพื้นลื่นๆ มีส่วนทำให้ความรุนแรงของโรคพัฒนาได้เร็วขึ้น สำหรับสุนัขที่พบการเคลื่อนของสะบ้าเกิดขึ้นโดยเฉพาะเมื่อเกิดข้อเสื่อมร่วมด้วยนั้น ควรจะต้องมีการควบคุมในเรื่องของน้ำหนักตัวเพราะการรับน้ำหนักของข้อเข่าที่ไม่มั่นคงและเกิดการเสื่อมนั้น จะทำให้ความรุนแรงของโรคเพิ่มมากขึ้น และสุนัขมีอาการเจ็บจนไม่อยากใช้ขารับน้ำหนัก จากคอลัมภ์ The Vet is in Story โดย อ.สพ.ญ.ชาลิกา หวังดี ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
                                                                                                                                                                     
Q : จะทำอย่างไรเมื่อสุนัขเป็นโรคสะบ้าเคลื่อน
A :



ถ้าสุนัขแสดงอาการเจ็บอาจให้ยาเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด อาจเกิดจากการเสียดสีของผิวกระดูกสะบ้ากับสันของกระดูกต้นขาหลัง ซึ่งอาจทำให้ผิวกระดูกเกิดการกร่อนและเกิดโรคข้อเสื่อมขึ้น ส่วนการจะทำให้สะบ้ากลับมาอยู่ในตำแหน่งปกติต้องอาศัยการผ่าตัด วัตถุประสงค์ของการผ่าตัดก็เพื่อทำร่องของกระดูกต้นขาหลังที่รองรับสะบ้าให้ลึกขึ้น ร่วมกับการปรับแนวการทำงานของเอ็นของกระดูกสะบ้าให้กลับมาอยู่ในแนวปกติและทำให้เกิดความมั่นคงของข้อเข่า อย่างไรก็ตามการเกิดข้อเสื่อมยังคงเกิดขึ้นถึงแม้จะทำการผ่าตัดแล้วก็ตาม แต่การเสื่อมนั้นจะเกิดขึ้นช้าและน้อยลง
                                                                                                                                                                     
Q : การดูแลสุนัขหลังผ่าตัดควรทำอย่างไร
A :




ควรเริ่มทำกายภาพบำบัด (Passive Physical Therapy) ประมาณ 72 ชั่วโมงหลังผ่าตัด เพื่อป้องกันข้อแข็งและช่วยให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้เป็นปกติ โดยข้อเข่าไม่ต้องรับแรงกดจากน้ำหนักตัวและยังช่วยให้น้ำเลี้ยงข้อเกิดขึ้นด้วย จำกัดการออกกำลังกายด้วยการจูงเดินประมาณ 3-4 สัปดาห์ ปัจจุบันมีอาหารเสริมและอาหารต่างๆ มากมายที่มีส่วนผสมของสารจำพวก Glucosamine, Chondroitin Sulphate, Eicosapentaenoic acid (EPA), Omega-3 fatty acid และ L-carnitine ซึ่งสารต่างๆ เหล่านี้มีส่วนช่วยในการเพิ่มของเหลวที่มีความจำเป็นในข้อต่อ ลดการทำงานของเอ็นไซม์ที่ทำให้เกิดการทำลายของกระดูกอ่อน และลดสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้สุนัขกลับมาใช้ขาได้ดีขึ้นค่ะ
                                                                                                                                                                     
 
ที่มา:  www.sanook.com



ยอร์ค, ยอร์คเชีย, ยอร์คเชียร์, เทอร์เรีย, ขายยอร์ค, ขายยอร์คเชีย, ขายยอร์คเชียร์, ขายยอร์คเชียร์ เทอร์เรีย, ขายยอร์คกี้, ขายสุนัขพันธุ์เล็ก, ลูกยอร์ค, ลูกยอร์คเชีย, ลูกยอร์คเชียร์, ยอร์คเชียร์, ยอร์คเชีย, ทีคัพ, yorkshire, yorkshire terrier, yorkie, puppy, york, ขายลูกยอร์ค, ขายลูกยอร์คเชีย, ขายลูกยอร์คเชียร์, ขายยอร์คเชียร์, ขายยอร์คเชีย
Engine by MAKEWEBEASY